บาร์ฟคืออะไร?

หลายๆท่านที่ให้อาหารเม็ดหรืออาหารสำเร็จรูปกับสัตว์เลี้ยงของท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้อยู่บ้าง หรืออาจจะเป็นครั้งแรกที่เคยเห็นเคยคำนี้ บาร์ฟ หรือ B.A.R.F เป็นคำย่อมาจาก Biologically Appropriate Raw Foods แปลตรงตัวว่า อาหารดิบที่เหมาะสมทางชีวภาพ

       ซึ่งการให้อาหารดิบแก่สุนัขนี้คือการเลียนแบบการกินโดยธรรมชาติของสุนัขป่า ซึ่งเป็นการกินดั้งเดิมของสัตว์กินเนื้อนั่นเอง ในต่างประเทศจะมีการให้กินอาหารแบบบาร์ฟนี้แพร่หลายกว่าในประเทศไทย และทั้งสุนัขและแมวสามารถกินบาร์ฟได้เหมือนกัน โดยที่จะมีโภชนาการในการกินที่ต่างกัน

        ถึงแม้ว่าการกินบาร์ฟจะเป็นการเลียนแบบการกินของสุนัขป่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะให้แต่เนื้อดิบกับสุนัขอย่างเดียวเหมือนอย่างที่เราเห็นในสารคดี เพราะที่เราเห็นจากสารดคีจะเป็นแค่ช่วงเดียวของการกินเท่านั้น

        สุนัขป่ามีการกินที่หลากหลายกว่าที่เราคิด สุนัขป่ากินทั้ง เนื้อจากสัตว์เล็กหรือใหญ่ที่ล่าได้ กินปลา กินกระดูก ซากเน่า เครื่องใน กากอาหารในลำไส้ รวมถึง ผัก และผลไม้  ดังนั้นการที่จะให้สุนัขกินแค่กระดูกหรือเนื้อเพียงอย่างเดียว จึงอาจทำให้สุนัขขาดสารอาหารได้

กินเนื้อดิบแล้วสุนัขจะดุขึ้นมั้ย?

       ต้องบอกว่าการกินเนื้อดิบ สุก อาหารเม็ด อาหารเปียกสำเร็จรูป ฯลฯ ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดุร้ายของสุนัขเลยค่ะ

สิ่งที่มีผลเยอะที่สุดในเรื่องของความดุ คือ การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม และผู้คนที่แวดล้อมเค้าเป็นหลัก ซึ่งสิ่งที่กล่าวไป จะมีผลต่อการรับรู้ของสุนัข ว่าจะแปรออกมาเป็นความเครียด หรือความสุข

ไม่เกี่ยวกับว่าอาหารที่กินนั้น จะดิบหรือสุก

        เหมือนกันกับคนเรา ที่เป็นสัตว์กินเนื้อเหมือนกัน การได้กินอาหารอร่อย ถูกปาก มีเพื่อนและสิ่งแวดล้อมที่ดี ย่อมเป็นบ่อเกิดของอารมณ์ที่ดีตามมาค่ะ♥

กินกระดูกดิบ/ก้างปลาดิบ กระดูกจะทิ่มคอมั้ย? 
กลัวว่ากินกระดูกแล้วจะเป็นลำไส้อักเสบ

         กระดูก หรือ ก้างปลาดิบ จะมีลักษณะที่นิ่มและยืดหยุ่นมากกว่ากระดูกที่ผ่านความร้อนแบบที่เราเคยชินกันค่ะ กระดูกที่จะสามารถทิ่มคอสุนัขได้จึงเป็นกระดูกสุก ที่ผ่านการต้ม ย่าง หรือทอดมาแล้ว ไม่ใช่กระดูกที่ยังดิบอยู่

         แต่ในการให้กระดูกดิบแก่สุนัขและแมวนั้นจะต้องคำนึงถึงขนาดของแต่ละสายพันธ์ด้วย ดังนั้นหากเป็นสุนัขพันธ์เล็ก หรือสุนัขที่ไม่ยอมเคี้ยว (กลืนอย่างเดียว) จึงควรกินกระดูกแบบบดจะปลอดภัยที่สุดค่ะ

         ส่วนโรคลำไส้อักเสบนั้น เป็นโรคที่ติดต่อและเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Canine Parvovirus type 2 (CPV-2) โดยผ่านทางอุจจาระและอาเจียน ไม่เกี่ยวกับการกินกระดูดิบแต่อย่างใด

เริ่มต้นกินบาร์ฟอย่างไร ควรให้ปริมาณเท่าไหร่?

สุนัขและแมว สามารถเริ่มกินบาร์ฟได้ตั้งแต่ฟันขึ้นทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าพันธุ์เล็กหรือใหญ่ หากเริ่มกินตั้งแต่เด็กก็สามารถให้ทานได้เลย แต่หากเคยทานอาหารเม็ดหรืออาหารอื่นๆมาก่อน ในครั้งแรกที่กินบาร์ฟ จะต้องทำการกินบาร์ฟอย่างเดียวประมาณ 1 อาทิตย์ โดยงดขนม อาหารเม็ด ฯลฯ ไปก่อน รวมถึงToppingต่างๆที่เคยเห็นตามinternetมา ทั้งโยเกิร์ต ผัก ผลไม้ น้ำมันปลาต่างๆ   รอดูท่าทีจนผ่านพ้นช่วงอาทิตย์แรกไปได้จึงให้toppingเสริมเหล่านี้ได้  ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับท้องและน้ำย่อยของสุนัขและแมวให้คุ้นเคยกับอาหารดิบดั้งเดิม   โดยเราสามารถเริ่มที่สูตรเริ่มกินบาร์ฟ(ไก่) หรือ สูตรเริ่มกินบาร์ฟ(เป็ด) ของOrigin Meals ได้ทันที

ในสุนัขบางตัว (โดยส่วนมากจะเป็นพันธุ์เล็ก) มักจะมีอาการถ่ายเหลวในช่วงแรกที่กินบาร์ฟ อันเป็นสาเหตุมาจากการปรับท้อง ถือเป็นอาการปกติในช่วงเริ่มแรกนี้

ปริมาณในการกินนั้นจะสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว โดยคิดเป็น%

1.5%                ลดน้ำหนัก

2.0%-2.5%       ปกติหรืออกกำลังกายน้อย           

2.5%-3.0%       สมดุล

3.5%                เพิ่มน้ำหนัก

4-8%                สุนัขอายุ6-12 เดือน

8-10%              สุนัขอายุ1-6 เดือน

ยกตัวอย่าง หากสุนัขหนัก 22 ก.ก. และต้องการให้กินที่2.5%

22*2.5% = 550 g

นั่นคือสุนัขต้องกิน 550g ต่อวัน  สามารถแบ่งเป็น 1-2 มื้อต่อวันได้ ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของสุนัขและเจ้าของ

หากไม่สะดวกที่จะคำนวณเอง สามารถใช้โปรแกรมที่หน้าเว็บนี้เป็นตัวช่วยในการคำนวณ

http://www.raw4dogs.com/calculate.htm

โดยกรอกน้ำหนักของสุนัขในช่อง weight of dog  ติ๊กเลือก Kilograms  และเลือก%ที่ต้องการให้สุนัขทาน แล้วจึงกดCalculate  ก็จะออกมาเป็นปริมาณอาหารที่สุนัขของเราจะต้องทานต่อ1วัน

 

Note: สามารถปรับลด-เพิ่ม สัดส่วนได้ หากสุนัขมีการออกกำลังกายที่มากขึ้น หรืออ้วนเกินไป

สุนัขท้องสามารถให้กินบาร์ฟได้ปกติ 2-3% ต่อวัน  และในช่วงสัปดาห์ที่5-8 ควรเพิ่มเป็น 3-5% ของน้ำหนักตัว/วัน

ขอดีและประโยชน์ของการกินบาร์ฟ

ข้อดีของการทานบาร์ฟนั้นเยอะมากจริงๆค่ะ แต่ถ้าจะลองรวมข้อเด่นๆขึ้นมาก็จะมีดังนี้ค่ะ

-อุจจาระสุนัขกลิ่นลดลงหรือไม่มีกลิ่นเลย ขนาดก็เล็กลงและแห้งมาก เนื่องจากระบบย่อยที่ดีขึ้นและสามารถนำสิ่งที่กินไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงเหลือกากน้อย

-ฟันสะอาดและเหงือกแข็งแรงขึ้น

-ขนสวย ฟูเงางาม ลดอาการแพ้ทางผิวหนังและกลิ่นตัว

-รูปร่างจะดูสมส่วน มีกล้ามเนื้อที่แน่นขึ้น เพราะการกินอาหารสดดิบ ที่มีโปรตีนและไขมันจะเสรืมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่า

-ลดปัญหากลิ่นปากและกลิ่ตัวของสุนัข

-ลดปัญหาขนร่วง

-สำหรับลูกสุนัขจะมีเกณฑ์ในการเจริญเติบโตที่ดี

-ช่วยในเรื่องการป้องกันโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ข้อต่ออักเสบ ฯลฯ

กินเนื้อดิบไม่มีพยาธิเหรอ?

พอพูดถึงพยาธิใครๆก็กลัวค่ะ เพราะพยาธิสื่อถึงเชื้อโรคและความสกปรกในมุมมองของเรา

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะสัตว์เลี้ยงของเรานั้นสามารถกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้!!

อ้างอิงบทความจาก : 

ที้งสุนัขและแมวเป็นนักล่า กินอาหารดิบมาร่วมหลายล้านปี พันธุกรรมของสุนัขและแมว มีวิวัฒนาการที่ผลิตโปรตีนตัวหนึ่งที่ช่วยให้ลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันรับมือกับอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคได้ดี เช่น พวกแบคทีเรียที่ส่วนใหญ่มีอยู่ในอาหารดิบ จะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ทั้งสุนัขและแมวสามารถกินสัตว์อื่นที่ปนเปื้อนแบคทีเรียทั้งตัวได้อย่างปลอดภัย

มีแบคทีเรียหลายตัว อาศัยอยู่ในลำไส้ของน้องหมา น้องแมวอยู่แล้ว เช่น Salmonella เป็นต้น และมีแบคทีเรียชนิดดีอีกหลายตัวอยู่ในลำไส้น้องเช่นกัน 

นอกจากบรรพบุรุษน้องหมาน้องแมวจะเป็น นักล่าแล้ว น้องยังเป็นพวก scavenger คือกินสัตว์ที่ตายแล้ว หรือเน่าเปื่อย ร่างกายน้องมีวิวัฒนาการที่ต้องการกินเนื้อสัตว์ที่มีแบคทีเรีย และหาแบคทีเรียจากแหล่งอื่น เพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ

นั่นเป็นสาเหตุที่กว่า 99% ของน้องหมาที่กินเนื้อดิบปนเปื้อนแบคทีเรีย ไม่เจ็บป่วย (ถ้าน้องมีสุขภาพปกติ)

วิธีให้กินบาร์ฟของOrigin Meals

      อาหารBARF ของ Origin Meals เป็นรูปแบบก้อนกลมเพื่อง่ายต่อการหยิบออกมาละลาย และกะน้ำหนักได้โดยไม่เสียเวลา และสามารถหยิบออกมาที่ละชิ้นได้เลย (แต่ละชิ้นจะไม่ติดกัน)

      1.เมื่อได้รับสินค้าแล้ว ให้นำแช่่ช่องฟรีซทันที

     

      2.เมื่อจะนำออกมาให้น้องหมาทาน ให้นำออกมาเป็นก้อนๆเท่าที่จะทานเท่านั้น ส่วนอื่นให้แช่ไว้ตามเดิม (1 ก้อนจะเท่ากับ 1มื้อที่น้องต้องทานพอดีค่ะ ตามที่รีเควสไว้)

 

     3.ในการเอาออกมาละลาย ให้นำส่วนที่จะทานแยกออกมาใส่ถ้วยต่างหากแล้วใช่ไว้ในตู้เย็นธรรมดาจนนิ่มเท่าที่ต้องการจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
หรือเอาออกมาช่องฟรีซมาวางที่อุณหภูมิห้องก็สามารถทำได้  แต่จะไม่ค่อยดีนักถ้าหากในวันนั้นๆอุณหภูมิปกติค่อนข้างสูง
เพราะการหยิบอาหารจากแช่แข็งมาเจออุณหภูมิที่สูงกว่าเดิมกระทันหันจะมีผลต่อความสดของอาหารบ้างไม่มากก็น้อย

    

กินบาร์ฟแล้วทำไมใช้ชามพลาสติกไม่ได้

      เพราะชามพลาสติกนั้น เมื่อใช้ไปซักพักหนึ่งจะมีรอยขูดขีดจากการใช้งาน หรือเกิดจากการกัดแทะของสุนัข ซึ่งรอยเล็กๆพวกนี้ถ้าส่องเข้าไปดูใกล้ๆด้วยกล้องจุลทรรศน์ มันก็คือหลุมบ่อเล็กๆจำนวนนับไม่ถ้วน

      ซึ่งหลุมบ่อเล็กๆพวกนี้เองที่จะทำให้บรรดาเนื้อสดต่างๆเข้าไปสะสมจนเป็นแหล่งเกิดเชื้อโรคได้ 

ทางที่ดีการให้บาร์ฟกับสัตว์เลี้ยงของเรา เราจึงควรเปลี่ยนจานที่ใส่อาหารเป็นสแตนเลสหรือเซรามิคดีที่สุดค่ะ

ทำไมต้องกินกระดูกติดเนื้อดิบ กินแล้วดียังไง

บทความจาก : 

     หลายคนคงสงสัยว่าทำไมสุนัขและแมวที่ทาน กระดูกติดเนื้อดิบ (raw meaty bones) ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในBARF จึงมีสุขภาพดี และ มีอายุยืน?

คำตอบอยู่ที่สารอาหาร และแร่ธาตุที่อยู่ในกระดูกติดเนื้อดิบ ซึ่ง Dr. Ian Billinghurst เคยกล่าวไว้ว่า กระดูกติดเนื้อดิบนั้น มีสารอาหารที่ "almost complete "หรือ "close to complete" (เกือบสมบูรณ์) สำหรับ สุนัขและแมว

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ลองมาดูสารอาหารที่สุนัขและแมวจะได้จากการกินกระดูกติดเนื้อดิบกันค่ะ...

The Nutrients in Raw Meaty Bone:
สารอาหารที่ได้จากกระดูกติดเนื้อดิบ

1) High quality protein
โปรตีนคุณภาพดี

2) Best source of mineral supplements
กระดูกติดเนื้อดิบเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของแร่ธาตุ

3) Essential Fatty Acids ( omega 3s, omega 6s) 
กระดูกติดเนื้อดิบให้กรดไขมันจำเป็น: โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6

4) Vitamin A, D, E
กระดูกติดเนื้อดิบให้ วิตามิน A, D, E

5) กระดูกติดเนื้อดิบมี blood forming elements(แร่ธาตุที่ช่วยสร้างเลือด)จากไขกระดูก เช่น ธาตุเหล็ก และ ทองแดง ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค

6) กระดูกติดเนื้อดิบให้พลังงานจาก ไขมันและโปรตีน

7) สาร antioxidants และ enzymes ในกระดูกติดเนื้อดิบมีส่วนสำตัญต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร และ ชลอความเสื่อมของเซลล์

สารอาหารเหล่านี้อยู่ในรูปแบบ Biologically Appropriate คือ ร่างกายสุนัขและแมวสามารถย่อย และร่างกายดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ได้ดีเพราะในอาหารดิบมีเอนไซม์อยู่มากค่ะ

อาหารสัตว์ที่ปรุงผ่านความร้อน จะไม่มีเอนไซม์ดังกล่าวเหลืออยู่ วิตามิน และ สาร antioxidants จะถูกทำลายเมื่อโดนความร้อนเช่นกัน

โมเลกุลของสารอาหารที่ผ่านความร้อน ไม่ว่าจะเป็น protein, carbohydrate, และ fats จะกลายสภาพเป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายน้องแมวและสุนัขย่อยไม่ไ นานวันเข้าร่างกายก็ขาดสารอาหารจำเป็นจนนำไปสู่โรคภัย อาทิ:

- Allergic reactions อาการภูมิแพ้
- Skin problems ปัญหาผิวหนัง
- Bowel problems ปัญหาลำไส้
- Autoimmune disease เช่น อาการไขข้ออักเสบ(arthritis)
- Carcinogenic or cancer forming 
เป็นสารก่อมะเร็ง

       ในอาหารผ่านความร้อน หรือ processed food อาจเสริมสารอาหารบางอย่างเข้าไปเช่น ในอาหารแมวก็อาจมีโฆษณาว่า เสริม taurine หรือในอาหารสุนัขก็อาจโฆษณาว่าเสริม omega 3s ลงไป 
แต่ทว่า พวก Supplements เหล่านี้ มาจากการสังเคราะห์ค่ะ ซึ่งดูดซึมได้ยากกว่า และในบางกรณีเช่น อาหารสุนัขแบบเม็ดที่ใส่ omega3 เมื่อเปิดถุงแล้ว omega 3s ที่เติมมา จะเกิดการ oxidation กับอากาศ ถึงแม้จะมีการเติมวิตามิน E ลงไปเพื่อชลอ
       การoxidation สุดท้าย ถ้าเก็บไม่ดี หรือเปิดถุงไว้ราว 2 สัปดาห์ omega 3s ก็เกิดoxidation อยู่ดี เมื่อสุนัขทานไขมันที่บูดเน่าพวกนี้เข้าไปนานวันเข้า ร่างกายก็ต้องดึง Vitamin E ที่สะสมไว้มาใช้เพื่อ
balanced หรือทำให้ไขมันที่บูดเน่าไม่เป็นพิษต่อร่างกาย นานวันเข้าร่างกายก็ขาดVitamin E ที่จำเป็นต่อสุขภาพ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง หรือเส้นเลือดอุดตันค่ะ

🐕🐕🐕🐕
Credits: 
1) Give Your Dog a Bone BOOK
By Dr.Ian Billinghurst
2) www.dogsnaturallymagazine.com

Photo credits: 
health magazine

บทความจาก : 

ให้กินBARFผสมกับอาหารเม็ดได้มั้ย?

      การกินบาร์ฟผสมกับอาหารเม็ดนั้น ในทางปฏิบัติแล้วทำได้ค่ะ แต่จะไม่แนะนำ เพราะน้ำย่อยในการย่อยของดิบนั้นแตกต่างจากอาหารอย่างอื่น ซึ่งในน้องหมาบางตัวนั้น เมื่อให้ผสมกันแบบนี้จะมีอาการท้องอืด

     เพราะฉะนั้นหากจำเป็นจะต้องให้อาหารเม็ดในระหว่างที่กินบาร์ฟนั้น แนะนำว่าควรให้แยกมื้อก็ยังดีกว่าค่ะ

หรือเจ้าของอาจจะให้ผสมกัน เนื่องจากน้องไม่คุ้นกลิ่นอาหารใหม่ จึงผสมอาหารเม็ดเดิมลงไปด้วย ก็อาจทำได้ค่ะ แต่โดยส่วนมากแล้ว ผู้เลี้ยงที่ให้กินบาร์ฟจะใช้วิธีหักดิบกันเป็นส่วนมาก คือจะเริ่มต้นที่บาร์ฟล้วนๆ ไม่มีอาหารเม็ดหรืออาหารปรุงสุกผสม หากน้องยังไม่ทานใน10นาทีแรกก็จะเก็บชามทันที รอทานในมื้อต่อไปเท่านั้น ไม่มีการให้ขนมหรือของขบเคี้ยวใดๆ ถือเป็นการสร้างระเบียบในการกินอย่างหนึ่งด้วยค่ะ

     ส่วนแมวนั้นจะใช้วิธีการหักดิบแบบสุนัขค่อนข้างยากค่ะ เพราะแมวจะยอมอดอาหารเป็นเดือนๆ เมื่อเทียบกับสุนัขจะยอมอดแค่เป็นสัปดาห์เท่านั้น สำหรับแมวแนะนำให้ทานสูตรปลา หรือไก่ผสมเนื้อปลาแต่แรกเริ่ม โดยที่สามารถนำอาหารเดิมมาคลุกเพื่อสร้างความเคยชินในเรื่องกลิ่น

สิ่งจำเป็นที่ต้องสังเกตุหลังจากเปลี่ยนอาหาร

-ในช่วงแรกที่เริ่มทานบาร์ฟนั้น ในสุนัขที่ทานอาหารเม็ดมาตลอดอาจมีการอาเจียนหรือถ่ายเหลว หรือ อาจไม่มีอาการใดๆเลย (การอาเจียน มักจะอาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเหลืองๆ นั่นก็คือน้ำย่อยนั่นเอง)
อาการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงเริ่มแรก เพราะนั่นคือสัณญาณของการปรับท้องในการย่อยของดิบ อาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปเองใน1-2อาทิตย์
และจะค่อยๆเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดึขึ้นจากการทานบาร์ฟ

-สังเกตุอุจจาระหลังจากทานบาร์ฟไป1-2มื้อ ในกรณีที่น้องกินบาร์ฟสูตรเริ่มกินนี้เพียวๆ  อุจจาระจะมีลักษณะ ก้อนเล็กลงและแข็งขึ้น สีจะเป็นสีขาว
ถือเป็นสัณญาณที่ดี เพราะ นั่นแสดงว่าน้องหมาของเราได้ดูดซึมสารอาหารจากที่ทานไปจนหมด
หากอุจจาระแข็งมากหรือแห้งมากเกินไป สามารถให้ผสมโยเกิร์ตได้

ทำไมน้องหมาไม่กินบาร์ฟ? แล้วต้องทำอย่างไร?

มีหลายปัจจัยค่ะ ที่น้องหมาจะยังไม่กินในครั้งแรกๆ โดยส่วนมากจะเป็นสาเหตุดังนี้
-ไม่คุ้นชินกับกลิ่นอาหารดิบ - ในมื้อแรกอาจจะต้องให้เวลาเค้าปรับตัวค่ะ หากน้องไม่สนใจเลย สามารถให้อาหารเม็ดเดิมของเค้าผสมลงไปด้วยกัน เพื่อสร้างความคุ้นชินได้ หลังจากนั้นจึงค่อยๆลดปริมาณอาหารเม็ดลง (ไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้นักเพราะอาจมีอาการท้องอืดเกิดขึ้น แต่ถ้าน้องไม่ทานจริงๆก็สามารถทำได้ค่ะ)


-อาหารบาร์ฟที่ละลายอาจนิ่มหรือแข็งเกินไป - น้องหมาและแมวก็เหมือนกับคนเราค่ะ ที่จะมีความชอบแตกต่างกันไป บางตัวชอบให้ละลายจนเหลว บางตัวชอบแบบแข็งนิดๆ
แต่ส่วนมากจะชอบแบบที่กึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (แบบกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง คือ เราสามารถบีบก้อนบาร์ฟให้นิ่มลงด้วยมือเราได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังเป็นน้ำแข็งอยู่) ในสุนัขบางตัวจะชอบให้เราใส่น้ำเปล่าลงไปในมื้ออาหารซักเล็กน้อยด้วย เพื่อเพิ่มความชุ่มฉ่ำ

น้องหมาเบื่อบาร์ฟ ทำยังไงดี?

จากที่เคยกินบาร์ฟมาตลอด อยู่ๆก็ไม่ทานขึ้นมา กลับไปกินอาหารเม็ดดูดีมั้ย?

การกินบาร์ฟจะไม่มีการเบื่อเกิดขึ้นค่ะ จะมีก็แต่ "การอิ่มสะสม"  การที่เค้าไม่ทานบาร์ฟต่อทั้งๆที่ทานมาตลอด

เราอาจจะตีความไปว่า นั่นคือการเบื่อ แต่จริงๆแล้วมันคือการอิ่มมาจากมื้อก่อนๆ และยังย่อยไม่หมด หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เราอาจจะให้อาหารเค้ามากเกินไปค่ะ

หากน้องหมาดูไม่อยากอาหาร เราสามารถงดมื้อนั้นๆแล้วค่อยให้ในมื้อต่อไป และอาจจะลองเปลี่ยนสูตรที่ทานอยู่เป็นสูตรอื่นๆบ้างก็ได้ค่ะ เพราะบาร์ฟที่ดี คือต้องหมุนเวียนอาหาร ไม่ควรกินซ้ำๆกันเป็นเวลานาน

 
 
 
 
 
 
 

FAQ

คำถามที่ถามกันบ่อยๆ